รำลึกยุทธภพไม่ครบสลึง (Yulgang)

 

วันนี้ขออัพเอนทรี่ตามใจตัวเองหน่อยละกัน เอนทรี่นี้คงไร้สาระ สุด ๆ จริงๆ  นั่นแหละ

เหตุสืบเนื่องของเอนทรี่นี้ มันมาจากที่น้องเราอุตส่าห์แอบไปสมัครไฮห้าให้ (กลัวพี่สาวติด "โบ" ซะงั้น) เพราะน้องสมัครให้จะไม่ทำอะไรกับมันเลยก็ดูแปลก ๆ วันนี้เลยลอง ๆ เข้าไปศึกษาดู เอารูปลงพอเป็นมารยาท (แต่ไม่ใช่รูปตัวเองแน่ ๆ 555+)  ซึ่งรูปที่เอาลงเป็นรูปที่เราถ่ายไว้นานแระ ตอนสมัยยังเป็น "ละอ่อน" ท่องยุทธจักรครบสลึงอยู่  ตอนเอามาดูอีกครั้งรู้สึกเลยว่า รูปถ่ายมันเก็บเรื่องราวของเรา ณ ห้วงเวลานั้นได้ดีจริง ๆ เพราะเพียงแค่มองดู ก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองย้อนเวลากลับไปในเวลานั้นยังงั้นแหละ แม้มันจะเป็นรูปจากในเกมก็ตาม

วันนี้ก็เลยคัดรูปตลก ๆ ที่เราเห็นแล้ว ก็ เอ้อ ทำไปได้มาให้ดูนิด ๆ ไว้คลายเครียดกัน (ประมาณนั้น) โดยเราแต่งโฟโต้ชอปเพิ่มนิดหน่อยด้วย แต่ขอบอกตรงนี้เลยว่า ฝีมือโฟโต้ชอบเราอนุบาลมาก มีปัญหาเรื่องทำกรอบคำพูดอย่างแรง คือทำมันเป็นอยู่แบบเดียว -*- ผู้รู้คนไหนมาอ่านแล้วช่วยสอนการทำกรอบคำพูดแบบต่าง ๆ ให้หน่อยจะเป็นพระคุณมากเลยค่ะ

 พล่าม ฝอยมาเยอะแระ มาดูกันเลยดีหว่าค่ะ

YULGANG ไม่ครบบาท  วันนี้ภูมิใจเสนอ แต่น แต้น แต๊น "จอมยุทธเดินทางไกล" (ชื่อเห่ยซะไม่มี จริง ๆ มันคือกิจกรรมยามเบื่อการ party อ่ะนะ)

หากท่านจอมยุมธทั้งหลายรู้สึกเบื่อ เมื่อยล้า ไม่มีอะไรทำ เราขอนำเสนอกิจกรรมจอมยุทธ์เดินทางไกลให้ท่านได้ลองกัน วิธีง่ายมาก

1. ตั้งขบวนแถวเรียงหนึ่งโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วก็กำหนดจุดหมายต้นทาง-ปลายทางตามแต่ใจอยาก ในทีนี้ (ตอนนั้น) เราตั้งขบวนแถวกัน ณ เวที แห่งชินมู ปลายทางการเดินทางไกล คือ พรรคต้นหลิว

2. พอทุกคนกายพร้อม ใจพร้อม ส่วนสมองไม่ต้องเอามาก็ได้งานนี้วัดใจกันอย่างเดียว เหอ ๆ ก็เริ่มเดิน ขอเน้นว่า เดิน กันไปตามแถวอย่างสวยงาม ไม่ว่าจะโดนอะไรตอด อะไรกัด อะไรตบ ก็ต้องแข็งใจไว้

3. แต่จอมยุทธที่ว่าแน่ก็แพ้เสือชินมู *3 กร๊ากกกก เกือบเอาชีวิตไม่รอดเลยตอนนั้น 555+

4. ตั้งสติได้ใหม่ ก็อย่าลืมมาตั้งแถวใหม่ให้เรียบร้อยนะจ้ะ ยุทธภพใจเป็นหนึ่งเดียว เย้ (ออกแนวตายหมู่มากมาย)

5. เดินมาถึงเมืองก็จบกิจกรรม คริคริ ท่านจอมยุทธ์อาจคลายเส้นแบบเพื่อนๆ  เราโดยการชกเสือต้นหลิวเล่นซะงั้น...เพื่ออะไรเนี่ย

จบแล้วหล่ะจ้ะ ภาพที่เราถ่ายมา เอ่อ ทำไปได้เนอะ ช่างกล้า

 

The Mist เพราะมีอะไรมากกว่าในหมอก (สปอยล์นิด ๆ ตอนจบ)

คำชี้แจง: บทความในบล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก สาระเป็นรอง โดยผู้เขียนใช้วิจารณญาณ ความคิดส่วนตัวโดยเฉพาะ จึงเป็นไปได้ที่คิดออกมาแล้วจะผิด เพราะชั้นไม่ใช่พระเจ้า! หากผู้ใดไม่เห็นด้วยสามารถอภิปรายแบบสุภาพได้ตามอัธยาศัย  ทั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ที่อื่น แต่ถ้าถูกใจและอยากจะเอาไปจริง ๆ ก็โปรดกรุณาให้เครดิตด้วย ขอให้อ่านให้สนุก

 

ไปดูมาแล้วในฐานะสาวกหนังสยองขวัญ และชื่นชอบพี่คิงมาระดับนึงพี่คิง แม้จะมีความเสี่ยงกับเครดิตที่ว่า หนังสือพี่แกก็อ่านแล้วดีนะ แต่ทำไมหนังที่สร้างมาแต่ละเรื่องส่วนใหญ่จะแลดูห่วย (ทำไมหว่า?) ก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะเสี่ยงไปดูเรื่องนี้อีกสักครา ซึ่งผลที่ออกมา...ดีแหะ!!!

The Mist Theatrical Trailer

"The Mist มฤตยูหมอกกินมนุษย์" เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง หลังจากที่เกิดพายุลูกใหญ่ทำความเสียหายบ้านเรือน ผู้คนในเมืองส่วนหนึ่งต่างพากันมุ่งหน้าไปจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็น ณ ที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น และพบว่าตนต้องติดอยู่ในหมอกประหลาดที่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ คงจะไม่มีอะไรหากหมอกมรณะไม่ได้นำพาสัตว์ประหลาดที่แฝงกายรอคร่าชีวิตของทุกคนที่ย่างก้าวเข้าไปในหมอกนั้น

The Mist เป็นหนังสยองขวัญที่เน้นหนักประเด็นเนื้อหาไปในเรื่อง "ความกลัว" กับ "สันดานแท้ของมนุษย์" โดย "ความกลัว" สามารถทำให้คนเราขาดสติ และเลือกที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้หลุดพ้นจากห้วงอารมณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง รวมถึงการหันเหไปยึดเหนี่ยวกับความเชื่อ หรือการตัดสินใจทำอะไรบางอย่างได้ภายในเสี้ยววินาที โดยไม่คิดไตร่ตรองใด ๆ  ซึ่งปัจจัยหลายอย่างใน The Mist ก็เปรียบเสมือนสารเร่งปฏิกิริยาชั้นดี ที่ช่วงเร่ง "ความรู้สึกกลัว" ของมนุษย์ให้ถึงขีดสุดออกมา ยกตัวอย่างเช่น ทัศนียภาพที่มองไม่เห็น (เพราะหมอก), ความไม่รู้ (ว่าเกิดอะไรขึ้น), พื้นที่ที่จำกัด (ติดอยู่ในซุปเปอร์) เป็นต้น ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ไปปลุก (ขออนุญาตเรียก/ใช้ว่า) "สันดานดั้งเดิม" ที่มนุษย์มีติดตัวมาเหมือนกับสัตว์ทั่ว ๆ ไป

"...you throw people in the dark, you scare the shit out of them - no more rules"

                                                                         David Drayton - The Mist

"...คุณทิ้งคนไว้ในที่มืด แล้วคุณทำให้พวกเขากลัวหัวหด - ไม่มีเหตุผล/กฏเกณฑ์อีกต่อไป"

                                                                      เดวิด  เดรย์ตัน - มฤตยูหมอกกินมนุษย์

(หมายเหตุ: ถ้าแปลตามซับไตเติ้ลในโรงเขาจะแปลว่า "พวกเขาจะเริ่มแบ่งฝ่าย และฆ่ากัน" แต่เราชอบแบบแปลดั้งเดิมมากกว่า ถ้าแปลไม่ค่อยดีขอโทษด้วยค่ะ คนใช้ภาษาไทยเก่ง ๆ สามารถคอมเม้นท์ให้คำแนะนำได้ตามสบายเลยจ้ะ จะยินดีเป็นอย่างมาก)

สถานการณ์ใน The Mist ทำให้มนุษย์กลุ่มที่ติดอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ถ้ำสมัยก่อน ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติภายนอก และมี "ความกลัว" ในสิ่งที่ "ไม่รู้" อยู่เต็มเปี่ยม  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม คาแรคเตอร์อย่าง "ป้าคลั่งศาสนา" ที่ตอนแรกใคร ๆ ต่างพากันว่า เสียสติ ถึงได้กลายเป็นแกนนำทางความเชื่อให้คนยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งในตอนหลัง แถมในส่วนเรื่องตรรกะ เป็นเหตุเป็นผลที่แต่ละคนใช้เจรจา หรือใช้ในการตัดสินใจตั้งแต่ต้นเรื่องก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ  จนสุดท้ายก็เหลือเพียงแต่ ความเชื่อ กับความรุนแรง แบบที่ปรากฏอยู่ในหนัง

อย่างไรก็ตาม  The Mist ก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่นำเสนอมาผ่านสถานการณ์ภายในหนัง นั่นคือประเด็นเรื่อง "ความหวัง" ที่มนุษย์คนหนึ่งพึง 'กล้า' จะมีให้กับตัวเอง  ซึ่งสถานการณ์ในหนังที่ดูจะเลวร้าย ไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก (เราว่าก็คงพอ ๆ กับสภาพสังคมในปัจจุบันเลยละมั้ง แย่พอ ๆ กัน) หากมีความหวัง+ความกล้าอยู่ ทางที่ดูเหมือนตัน มันก็ต้องมีทางเล็ก ๆ ไปต่ออีกจนได้ ซึ่งประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดมากในตอนจบ ที่เราค้นพบว่า ผู้หญิงที่ตัดสินใจออกจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเข้าไปในหมอก โดยไม่ฟังคำทัดทานของคนอื่นๆ  ตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะใจเป็นห่วงลูกที่อยู่ที่บ้าน สุดท้าย เธอรอด!!! ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะคนส่วนใหญ่ที่ออกไปมักจะไม่รอด และถ้ายิ่งเทียบกับในกรณีของพระเอกในตอนจบแล้วด้วย มันก้ช่าง....เฮ้อ

โดยรวมแล้วเราถือว่า The Mist คุ้มค่าเงินที่ไปดู แม้จะไม่ใช่หนังประเภทเลือดสาด ชิ้นส่วนกระจาย ตายเกลื่อนให้เห็นอย่างโฉ่งฉ่าง ละลานตา แถมมีการดำเนินเรื่องแบบเรื่อย ๆ อีกต่างหาก แต่ตัวหนังก็ฝากอะไรให้เก็บมาคิดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว  ณ ปัจจุบันที่นั่งพิมพ์ เราก็ยังคิดอยู่ว่าหากเป็นเราที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เราจะตัดสินใจ และทำอย่างไร เราจะเป็นตัวประกอบอดทน (ตายไว) หรือเป็นหนึ่งในตัวเอก (ที่ได้รับสิทธิ์ตายช้า) เป็นต้น ที่รู้ ๆ หมอกมรณะที่หนาจนมองไม่เห็นอะไร และแฝงอันตรายไว้ ดูไปแล้วยังไม่เท่าก้นบึ้งของมนุษย์ที่พร้อมจะเป็นมิตร แต่ก็พร้อมที่จะเอาขวานจามหัวคุณได้ในวินาทีต่อมาเพื่อตัวเองในทันทีเหมือนกัน...มนุษย์ช่างเป็นหนึ่งในสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในจักรวาล!!!

แถมท้ายความรู้ fog and mist

รู้ไหมว่า คำว่า fog กับ mist ต่างกันยังไง ซึ่งถ้าเปิดดิกชันนารีดู เราจะพบว่า ทั้งสองคำแปลว่า "หมอก" เหมือนกัน  ซึ่งความต่างของการใช้นั้นขึ้นอยู่กับสภาพการมองเห็นจ้ะ  ถ้าสามารถมองเห็นได้ในระยะ 1 กม. จะเป็น fog แต่ถ้าสภาพมองเห็นได้ 1-2 กม. จะเป็น mist จ้ะ พูดง่ายๆ  คือ fog จะมีความหนากว่า mist นั่นเอง

เครดิตความรู้ fog and mist: http://www.rcn27.dial.pipex.com/cloudsrus/mistnfog.html

The Mist Trailer (อีกแบบ)

 

ป.ล. ตอบจบในหนัง กับหนังสือนั้นไม่เหมือนกัน โดยพี่คิงชอบตอนจบที่ผู้กำกับคนนี้จัดมาเหมือนกัน แต่เพราะตอนเขียนหนังสือพี่แกคิดตอนจบไม่ออก เลยจบแบบที่ผู้อ่านรู้ ๆ กัน

ป.ล.2 ใครเคยอ่านหนังสือ Dark Tower รบกวนช่วยคอมเม้นท์บอกเล่าเก้าสิบกันนิดนึงหน่อยค่ะ ว่าสนุกไหม แม้เราจะเป็นสาวกพี่คิง แต่ไม่ได้คิดจะตามอ่านทุกเรื่อง ...แป่ว

ป.ล.3 หนังสือเรื่อง The Cell ของพี่คิงก็จะถูกสร้างเป็นหนังเหมือนกัน บอกตามตรงหนังสือเรื่องนี้เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก ถ้าสร้างเป็นหนังเราก็คงอยากดู  เสียดายที่หนังสือเวอร์ชั่นภาษาไทยแปลได้แย่มาก

ป.ล.4 ฝากถึงเพื่อน ๆ ที่ไปดู The Jumper ด้วยกันว่า ช้านว่าเรื่องนี้คุ้มเงินกว่า The Jumper หล่ะ เหอ ๆ

ป.ล.5 ชักอยากดู The Happening ของ M Knight ไม่รู้พี่แกจะมามุกไหนอีก

ป.ล.6 อยากดู Step Up2: Street เพราะช่วงนี้ติดเกมฮิปสตรีท ....กร๊ากกกกก

เก็บตกเรื่องราว Thailand Gaming Show 2008 Part III

หลังจากอัพรูปให้ยลไปแล้ว เอนทรี่นี้ขอเม้าท์เรื่องในงานที่ได้ไปสัมผัสบ้างละกันนะจ้ะ (อาจมีการนำรูปภาพของเก่ามาแปะบ้าง เพื่อให้ได้อรรถรสในการอ่านเน้อ)

เราไปงาน Thailand Gaming Show มา 2 วัน คือวันแรกของวันเปิดงาน (ตรงกันวันมาฆบูชาพอดี) วันนี้คนล้นหลามมาก แน่นขนัดฮอลตั้งแต่เช้ายันช่วงใกล้ปิดงาน ส่วนวันที่ 2 ถัดมาคือวันศุกร์ วันนี้คนบางตาไปค่อนข้างเยอะ ซึ่งบูธเกมส่วนใหญ่จะใช้โอกาสช่วงเวลานี้ในการเชิญสื่อมาเยี่ยมชมบูธของตัวเอง เพื่อหวังผลในการประชาสัมพันธ์ภายหน้า

ในการเข้าชมงานเกมอยากบอกว่า ของฟรีไม่มีในโลกนะจ้ะ 555+ หมายความว่าต้องซื้อบัตรเข้างานนั่นเอง ซึ่งบัตรเข้างานถ้าจะนับจริง ๆ มี 4 ประเภทด้วยกัน คือ

1. บัตรที่แถมฟรีมากับหนังสือ Compgamer (ที่ออกตั้งแต่ปีที่แล้วโน้น) อันนี้ใช้ชมงานได้ฟรี ๆ 

2. ถ้าคุณพลาดบัตรประเภทแรก แต่ก็ยังมีจิตใจที่อยากจะเข้าชมงาน (แน่หล่ะ อุตส่าห์ถ่อมาถึงศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์เชียวนะเฟร้ย) เขาก็มีบัต