Movie

The Mist เพราะมีอะไรมากกว่าในหมอก (สปอยล์นิด ๆ ตอนจบ)

คำชี้แจง: บทความในบล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก สาระเป็นรอง โดยผู้เขียนใช้วิจารณญาณ ความคิดส่วนตัวโดยเฉพาะ จึงเป็นไปได้ที่คิดออกมาแล้วจะผิด เพราะชั้นไม่ใช่พระเจ้า! หากผู้ใดไม่เห็นด้วยสามารถอภิปรายแบบสุภาพได้ตามอัธยาศัย  ทั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ที่อื่น แต่ถ้าถูกใจและอยากจะเอาไปจริง ๆ ก็โปรดกรุณาให้เครดิตด้วย ขอให้อ่านให้สนุก

 

ไปดูมาแล้วในฐานะสาวกหนังสยองขวัญ และชื่นชอบพี่คิงมาระดับนึงพี่คิง แม้จะมีความเสี่ยงกับเครดิตที่ว่า หนังสือพี่แกก็อ่านแล้วดีนะ แต่ทำไมหนังที่สร้างมาแต่ละเรื่องส่วนใหญ่จะแลดูห่วย (ทำไมหว่า?) ก็ยังอดใจไม่ได้ที่จะเสี่ยงไปดูเรื่องนี้อีกสักครา ซึ่งผลที่ออกมา...ดีแหะ!!!

The Mist Theatrical Trailer

"The Mist มฤตยูหมอกกินมนุษย์" เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง หลังจากที่เกิดพายุลูกใหญ่ทำความเสียหายบ้านเรือน ผู้คนในเมืองส่วนหนึ่งต่างพากันมุ่งหน้าไปจับจ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็น ณ ที่ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่น และพบว่าตนต้องติดอยู่ในหมอกประหลาดที่ปกคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ คงจะไม่มีอะไรหากหมอกมรณะไม่ได้นำพาสัตว์ประหลาดที่แฝงกายรอคร่าชีวิตของทุกคนที่ย่างก้าวเข้าไปในหมอกนั้น

The Mist เป็นหนังสยองขวัญที่เน้นหนักประเด็นเนื้อหาไปในเรื่อง "ความกลัว" กับ "สันดานแท้ของมนุษย์" โดย "ความกลัว" สามารถทำให้คนเราขาดสติ และเลือกที่จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้หลุดพ้นจากห้วงอารมณ์ที่ไม่แน่นอน ไม่มั่นคง รวมถึงการหันเหไปยึดเหนี่ยวกับความเชื่อ หรือการตัดสินใจทำอะไรบางอย่างได้ภายในเสี้ยววินาที โดยไม่คิดไตร่ตรองใด ๆ  ซึ่งปัจจัยหลายอย่างใน The Mist ก็เปรียบเสมือนสารเร่งปฏิกิริยาชั้นดี ที่ช่วงเร่ง "ความรู้สึกกลัว" ของมนุษย์ให้ถึงขีดสุดออกมา ยกตัวอย่างเช่น ทัศนียภาพที่มองไม่เห็น (เพราะหมอก), ความไม่รู้ (ว่าเกิดอะไรขึ้น), พื้นที่ที่จำกัด (ติดอยู่ในซุปเปอร์) เป็นต้น ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ไปปลุก (ขออนุญาตเรียก/ใช้ว่า) "สันดานดั้งเดิม" ที่มนุษย์มีติดตัวมาเหมือนกับสัตว์ทั่ว ๆ ไป

"...you throw people in the dark, you scare the shit out of them - no more rules"

                                                                         David Drayton - The Mist

"...คุณทิ้งคนไว้ในที่มืด แล้วคุณทำให้พวกเขากลัวหัวหด - ไม่มีเหตุผล/กฏเกณฑ์อีกต่อไป"

                                                                      เดวิด  เดรย์ตัน - มฤตยูหมอกกินมนุษย์

(หมายเหตุ: ถ้าแปลตามซับไตเติ้ลในโรงเขาจะแปลว่า "พวกเขาจะเริ่มแบ่งฝ่าย และฆ่ากัน" แต่เราชอบแบบแปลดั้งเดิมมากกว่า ถ้าแปลไม่ค่อยดีขอโทษด้วยค่ะ คนใช้ภาษาไทยเก่ง ๆ สามารถคอมเม้นท์ให้คำแนะนำได้ตามสบายเลยจ้ะ จะยินดีเป็นอย่างมาก)

สถานการณ์ใน The Mist ทำให้มนุษย์กลุ่มที่ติดอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ถ้ำสมัยก่อน ที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติภายนอก และมี "ความกลัว" ในสิ่งที่ "ไม่รู้" อยู่เต็มเปี่ยม  ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไม คาแรคเตอร์อย่าง "ป้าคลั่งศาสนา" ที่ตอนแรกใคร ๆ ต่างพากันว่า เสียสติ ถึงได้กลายเป็นแกนนำทางความเชื่อให้คนยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งในตอนหลัง แถมในส่วนเรื่องตรรกะ เป็นเหตุเป็นผลที่แต่ละคนใช้เจรจา หรือใช้ในการตัดสินใจตั้งแต่ต้นเรื่องก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ  จนสุดท้ายก็เหลือเพียงแต่ ความเชื่อ กับความรุนแรง แบบที่ปรากฏอยู่ในหนัง

อย่างไรก็ตาม  The Mist ก็มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่นำเสนอมาผ่านสถานการณ์ภายในหนัง นั่นคือประเด็นเรื่อง "ความหวัง" ที่มนุษย์คนหนึ่งพึง 'กล้า' จะมีให้กับตัวเอง  ซึ่งสถานการณ์ในหนังที่ดูจะเลวร้าย ไม่ค่อยมีทางเลือกมากนัก (เราว่าก็คงพอ ๆ กับสภาพสังคมในปัจจุบันเลยละมั้ง แย่พอ ๆ กัน) หากมีความหวัง+ความกล้าอยู่ ทางที่ดูเหมือนตัน มันก็ต้องมีทางเล็ก ๆ ไปต่ออีกจนได้ ซึ่งประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดมากในตอนจบ ที่เราค้นพบว่า ผู้หญิงที่ตัดสินใจออกจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเข้าไปในหมอก โดยไม่ฟังคำทัดทานของคนอื่นๆ  ตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะใจเป็นห่วงลูกที่อยู่ที่บ้าน สุดท้าย เธอรอด!!! ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องตลกร้าย เพราะคนส่วนใหญ่ที่ออกไปมักจะไม่รอด และถ้ายิ่งเทียบกับในกรณีของพระเอกในตอนจบแล้วด้วย มันก้ช่าง....เฮ้อ

โดยรวมแล้วเราถือว่า The Mist คุ้มค่าเงินที่ไปดู แม้จะไม่ใช่หนังประเภทเลือดสาด ชิ้นส่วนกระจาย ตายเกลื่อนให้เห็นอย่างโฉ่งฉ่าง ละลานตา แถมมีการดำเนินเรื่องแบบเรื่อย ๆ อีกต่างหาก แต่ตัวหนังก็ฝากอะไรให้เก็บมาคิดได้ไม่น้อยเลยทีเดียว  ณ ปัจจุบันที่นั่งพิมพ์ เราก็ยังคิดอยู่ว่าหากเป็นเราที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น เราจะตัดสินใจ และทำอย่างไร เราจะเป็นตัวประกอบอดทน (ตายไว) หรือเป็นหนึ่งในตัวเอก (ที่ได้รับสิทธิ์ตายช้า) เป็นต้น ที่รู้ ๆ หมอกมรณะที่หนาจนมองไม่เห็นอะไร และแฝงอันตรายไว้ ดูไปแล้วยังไม่เท่าก้นบึ้งของมนุษย์ที่พร้อมจะเป็นมิตร แต่ก็พร้อมที่จะเอาขวานจามหัวคุณได้ในวินาทีต่อมาเพื่อตัวเองในทันทีเหมือนกัน...มนุษย์ช่างเป็นหนึ่งในสัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในจักรวาล!!!

แถมท้ายความรู้ fog and mist

รู้ไหมว่า คำว่า fog กับ mist ต่างกันยังไง ซึ่งถ้าเปิดดิกชันนารีดู เราจะพบว่า ทั้งสองคำแปลว่า "หมอก" เหมือนกัน  ซึ่งความต่างของการใช้นั้นขึ้นอยู่กับสภาพการมองเห็นจ้ะ  ถ้าสามารถมองเห็นได้ในระยะ 1 กม. จะเป็น fog แต่ถ้าสภาพมองเห็นได้ 1-2 กม. จะเป็น mist จ้ะ พูดง่ายๆ  คือ fog จะมีความหนากว่า mist นั่นเอง

เครดิตความรู้ fog and mist: http://www.rcn27.dial.pipex.com/cloudsrus/mistnfog.html

The Mist Trailer (อีกแบบ)

 

ป.ล. ตอบจบในหนัง กับหนังสือนั้นไม่เหมือนกัน โดยพี่คิงชอบตอนจบที่ผู้กำกับคนนี้จัดมาเหมือนกัน แต่เพราะตอนเขียนหนังสือพี่แกคิดตอนจบไม่ออก เลยจบแบบที่ผู้อ่านรู้ ๆ กัน

ป.ล.2 ใครเคยอ่านหนังสือ Dark Tower รบกวนช่วยคอมเม้นท์บอกเล่าเก้าสิบกันนิดนึงหน่อยค่ะ ว่าสนุกไหม แม้เราจะเป็นสาวกพี่คิง แต่ไม่ได้คิดจะตามอ่านทุกเรื่อง ...แป่ว

ป.ล.3 หนังสือเรื่อง The Cell ของพี่คิงก็จะถูกสร้างเป็นหนังเหมือนกัน บอกตามตรงหนังสือเรื่องนี้เนื้อเรื่องน่าสนใจมาก ถ้าสร้างเป็นหนังเราก็คงอยากดู  เสียดายที่หนังสือเวอร์ชั่นภาษาไทยแปลได้แย่มาก

ป.ล.4 ฝากถึงเพื่อน ๆ ที่ไปดู The Jumper ด้วยกันว่า ช้านว่าเรื่องนี้คุ้มเงินกว่า The Jumper หล่ะ เหอ ๆ

ป.ล.5 ชักอยากดู The Happening ของ M Knight ไม่รู้พี่แกจะมามุกไหนอีก

ป.ล.6 อยากดู Step Up2: Street เพราะช่วงนี้ติดเกมฮิปสตรีท ....กร๊ากกกกก

[Review] สไตล์ 150 cm: Shoot' Em Up

คำชี้แจง: บทความในบล็อกนี้เขียนขึ้นเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก สาระเป็นรอง โดยผู้เขียนใช้วิจารณญาณ ความคิดส่วนตัวโดยเฉพาะ จึงเป็นไปได้ที่คิดออกมาแล้วจะผิด เพราะชั้นไม่ใช่พระเจ้า! หากผู้ใดไม่เห็นด้วยสามารถอภิปรายแบบสุภาพได้ตามอัธยาศัย  ทั้งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอกบทความนี้ไปเผยแพร่ที่อื่น แต่ถ้าถูกใจและอยากจะเอาไปจริง ๆ ก็โปรดกรุณาให้เครดิตด้วย ขอให้อ่านให้สนุก

 

คำเตือน: บทความที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้มี SPOIL ผู้ใดไม่อยากอ่านโปรดกรุณาเลื่อนๆ  ลงไปอ่านล่าง ๆ ละกัน

 คุณเคยรู้สึกเซ็งเวลาไปดูหนังตามประเภทโปรดแล้วมันดันไม่ได้ดั่งใจไหม?  หรือไม่ถึงอารมณ์ที่สุด ๆ ไหม? ยกตัวอย่างเช่น ไปดูหนัง Action แต่พี่แกเล่นคุยกันไปค่อนเรื่อง   หนังที่ตัวอย่างแสดงว่าเป็นหนังสยองขวัญ พอเข้าไปดูกลายเป็นหนังจิตวิทยา (คนดูจบก็หลอนกันไป จะกลายเป็นโรคจิตกันเอง...555+) หนังรักวัยรุ่นที่กลายเป็นเรื่องวุ่นของรักเพศเดียวกัน (อันนี้มีแอบแซว...เชื่อว่าหลายคนคงเดาได้ว่าหนังเรื่องอะไร...ดีนะ ที่หนังเขาดีจริง)  แต่สำหรับหนังเรื่องนี้บอกได้เลยว่า เรื่องผิดหวังแบบข้างบนไม่มี "แน่นอน"  (ถัดจากรูปในส่วนย่อหน้า 3จะสปอลย์แล้วจ้ะ ไม่อยากอ่านเลื่อนลงไปแนวล่าง ๆ เลยค่า)

 

Shoot' Em Up ยิงแม่งเลย

 

Shoot' Em Up จัดอยู่ในข่ายหนังแอคชั่นที่มีการดำเนินโครงเรื่องอย่างง่าย ๆ และไม่เน้นเหตุผลมากมายให้ตามคิด เรื่องทั้งเรื่องก็เป็นไปตามประเภทที่ระบุของหนัง   ประเภทหนัง "แอคชั่น" มันก็แอคชั่นกันตั้งแต่เปิดตัวเรื่องยันท้ายเรื่อง!!! (ดูกันจนกระอักแอคชั่นตายไปข้างหนึ่ง)  ซึ่งฉากแอคชั่นในเรื่องนี้ก็มีมากมาย เรียกว่าดูกันจนเต็มอิ่มไปเลย

บางคนอ่านถึงตอนนี้ก็อาจคิดว่า "มันจะมีอะไรกันนักหนาแค่ยิงกัน"  หุหุ...แต่ไอ้หนังเรื่องที่ยิงกันเรื่องนี้นี่แหละที่สนุกสะใจและแปลกใหม่ตรงกับประเภทเรื่องสุด (แม้แต่ชื่อที่ตั้งของภาษาไทยยังตรงตัวแบบสุด ๆ เลยพี่น้อง)  เนื้อหาของหนังไม่ได้แสดงความสามารถในการยิงปืน หรือใช้ปืนแบบประเภท เล็ง...แม่น...ยิง...โดนเป้าหมาย(ตาย)...จบ!! แต่ทุกครั้งที่ปืนลั่นไกของมันออกไป เราในฐานะคนดูถึงกับต้องหัวเราะออกมาแล้วคิดว่า "เออ...มันทำไปได้วุ้ย"

------------------------------------------------S - P - O - I - L------------------------------------------------------

 

 

เนื่อเรื่องย่อของเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก ทั้งหมดอยู่ในฉากเริ่มเรื่อง (ที่เหลือในเนื้อเรื่อง ก็ยิง ๆ ๆ พร้อมรายละเอียดเพิ่มนิดหน่อย) ซึ่งขอบรรยายอย่างละเอียดถึงขั้นเห็นภาพผุดปุด ๆในสมอง ละกัน

เปิดฉากเรื่องด้วยภาพโคสลอัพที่ดวงตาเข้ม ๆ ของพระเอกของเรื่อง (รับบทโดย Clive Owen จาก Sin City, Closer ซึ่งในตอนหลังเราถึงรู้ว่า พี่แกใช้ชื่อนิรนามว่า Mr.Smith) กล้องแพนภาพออกมา พระเอกก็กัดแครอทดัง กร๊วบบ!! เคี้ยวดัง กรุบ ๆ !!  เขากำลังนั่งกินแครอท ณ ป้ายรถเมลล์ ด้วยหน้าตากวนบาทาอย่างแรง (แดงให้เห็นออกมาว่า บุคลิกตัวละครตัวนี้ไม่เคยสนใจใคร นอกจากตัวเองเป็นที่ตั้งแน่นอน)  พอไม่เท่าไหร่ก็มีสาวผมบลอนด์ท้องโย้กึ่งเดินกึ่งวิ่งตัดหน้าพระเอกที่นั่งไป (ดูตอนแรกนึกว่าพี่แกจะรีบไปคลอดลูก)  ซึ่งหนังก็เฉลยออกมาทันทีว่า ไอ้ที่เร่งรีบนะไม่ใช่จะไปคลอดลูก (แบบที่เราคิดตอนแรก) แต่เพราะมีคนตามล่ามาต่างหาก  พระเอกของเราเห็นเข้าจะไม่ช่วยก็ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ช่วยหนังจบทันที...ฮา  ก็ไปช่วยตามระเบียบ  งานนี้ไม่ใช่แค่ช่วยสาวท้องแก่จากผุร้าย แต่ช่วยทำคลอดกลางดงกระสุนด้วยนะเออ   ทว่าแม่สาวผลบลอนด์ก็ไม่พ้นชะตากรรมเพราะพอคลอดลูกปุ๊บ ภูมิต้านทานวิชาหลบลูกกระสุนก็ถูกถ่ายทอดไปให้ลูกจนหมด จนทำให้ตัวเองต้องหัวโหว่ ดับคาที่ (ตามฟอร์ม)  ทิ้งเจ้าตัวน้อยไว้เป็นภาระพระเอกต่อ พ่วงมาด้วยการตามล่าจากตัวร้ายที่ชื่อ Hertz (รับบทโดย Paul Giamatti จาก Fred Clause, Lady in the Water) ที่งานนี้ต้องการถอนรากถอนโคน เลยตามสังหารทารกโอลิเวอร์ (ตอนหลังพระเอกตั้งชื่อให้ โดยเอาชื่อมาจากตัวเอกของหนังสือเรื่อง Oliver Twist)...เนื้อเรื่องคร่าว ๆ ก็ประมาณนี้ จากนี้ไปก็หาหยิบยืมร้านวีดีโอใกล้บ้านท่ามาดูต่อได้ หรือจะลงทุนซื้อวีซีดี/ดีวีดี-แท้/ผี ก็ตามแต่ (ถ้าจนปัญญาจริง ๆ ขอแนะนำให้ยุเพื่อนยืม ซื้อหรือโหลดเรื่องนี้มา แล้วเราก็ยืมต่อ...เอิ้กๆ )

 

Shoot' Em Up สำหรับเราเมื่อดูแล้วได้อรรถรสดีไม่มีเรื่องติดขัดอะไรในใจใด ๆ พอดูหนังเรื่องนี้จากแผ่นแล้วแอบเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรง ถ้ารู้ว่าหนังแอคชั่นกระจายขนาดนี้จะจองเป็นเรื่องต่อจาก RES3  เครดิตความสนุกของหนังเรื่องนี้ถ้าไม่นับฉากแอคชั่นที่ช่างสร้างสรรค์เสียจริง เราขอยกมันให้กับคนเขียนบท (ซึ่งเป็นผู้กำกับเรื่องนี้เองนี่แหละ)  ที่บางฉากก็หยอดมุขได้เยี่ยมจริง ๆ เช่น มีอยู่ฉากหนึ่งพระเอก หรือ Mr.Smith ของเราทักทายผู้ร้าย หรือ Hertz ด้วยการพูดว่า "What's up Doc!?" เรานี่ขำก๊ากทันที เพราะถ้าคุณจำได้ นี่คือประโยคติดปากของกระต่ายสุดเจ้าเล่ห์ Bug Bunny  ซึ่งพระเอกของเราเทียบ ๆ ไปแล้วก็คล้ายไอ้เจ้าตัวนี้อยู่ตรงที่ชอบกินแครอท มากกกก!!!  พอได้ยินประโยคนี้ปุ๊บเราอดคิดไม่ได้ทันทีว่า เออ...นี่เรากำลังดู Bug Bunny กับนายพรานเวอร์ชั่นคนเล่นหรือป่าวหว่า 555++

อีกสิ่งหนึ่งที่เรานึกถึงตลอดเวลาตอนดูหนังเรื่องนี้ คือ ประเด็นเรื่อง "ปืน" ที่หนังนำเสนอ  อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าสหรัฐอเมริกามีการบอกไว้อย่างชัดเจนในตัวรัฐธรรมนูญว่า พลเมือง หรือประชาชนนมีสิทธิ์ของ "The Right To bear Arms" หรือก็คือการมีอาวุธไว้ในครอบครองเพื่อป้องกันตนเอง ดังนั้นเราก็เลยไม่แปลกใจที่หนังจะมีแอบเฉียดจิกประเด็น Gun Control ไว้นิดนึงด้วย มีอยู่ฉากหนึ่งที่ Mr.Smith ของเราค้นพบว่า ทารกน้อย Oliver จะร้องไห้ถ้าได้ยินนักการเมืองแก่พล่ามเกี่ยวกับ Gun Control แต่กลับหัวเราะเมื่อได้ยินเพลงเฮวี่ เมทัล หรือยินดีที่จะฟังพระเอกเล่าเกี่ยวกับส่วนต่าง ๆ ของปืน แทนการเล่านิทาน (ตอนเราดูฉากนี้รู้สึกแปลก ๆ อย่างแรง)  บางทีมันอาจจะเป็นตัวย้ำให้เราเห็นว่า คนอเมริกันเติบโตมากับ "ปืน" จนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วละมั้ง ก็คิดดูขนาดเด็กทารกไร้เดียวสายังไม่ชอบที่จะฟังเรื่อง Gun Control แต่ไปพิศมัยอย่างอื่นซะงั้น  อ่านมาถึงตรงนี้คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจถามย้อนกลับว่า "เด็กเองก็ไมได้ชอบปืนน้า ตอนยิงกันเปรี๊ยง ปร๊างก็ทำหน้าเบะแล้ว"  เราเองก็ตีความตรงนี้ได้อีกนิดนึงว่า (ยังจะคิดลึกอีกเนอะเรา ทั้งที่น่าจะเป็นเรื่องธรรมชาติแท้ ๆ...เหอะ ๆ) ตัว "ปืน" แท้ ๆ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าพูดด้วยถึงความรุนแรงหล่ะมันเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

อย่างที่รู้ ๆ กันว่าอเมริกาเองช่วงระยะหลังมานี้มีคดีที่ทำให้ทั้งโลกต้องตกใจ กับกรณีนักศึกษาใช้ปืนยิงกราดทำร้ายคนในแคมปัส ก่อให้เกิดคำถามผุดขึ้นเรื่องกฏเกณฑ์ในการซื้อหาอาวุธว่าง่ายไปไหม ซึ่งถ้าเทียบหาคำตอบกับหนังเรื่องนี้ เขาก็จะตอบคุณเลยว่า "ปืน" อ่ะ ไม่ผิด แต่วิธีการที่คนเอาไปใช้สิผิด  ยกตัวอย่างเช่น หนังเลือกที่จะบอกคนดูว่าพระเอกมีปมเรื่องเกี่ยวกับปืน (จะบอกว่าในด้านติดลบก็เป็นไปได้) แต่พระเอกของเราก็ไม่ได้หันหลังให้กับการใช้ปืนแต่อย่างใด แต่เลือกที่จะใช้ "มัน" แก้ไข ลบปมอะไรที่ทำพลาดไปให้ตัวเองรู้สึก "ถูกต้อง" อีกด้วย

เอาเถอะมันหนังแอคชั่นไม่รู้จะคิดมากทำไมไม่รู้เนอะเรา สรุปแล้วถ้าต้องให้คะแนนหนังเรื่องนี้เอาไป 7/10 ละกัน ก่อนจะไป ขอฝากประโยชน์ดี ๆ เกี่ยวกับผักที่ชื่อว่า "แครอท" ที่พระเอกเราย้ำหนักย้ำหนาว่ามีประโยชน์ พร้อมกับข้อมูลหนังบางส่วนที่ได้มาจาก imdb จ้า

                                            ......................................................................

 

ประโยชน์จากแครอท

แครอทเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูงที่สุดในบรรดาผักสีส้มด้วยกัน ซึ่งเบต้าแคโรทีนพอรับเข้าสู่ร่างกายก็จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอที่มีส่วนช่วยเหลือในการบำรุงสายตาอย่างที่เรารู้ๆ  กัน  นอกเหนือจากวิตามินเอ แครอทยังมีวิตามินบี 6 วิตามินซี และสารอาหารประเภทโพแทสเซียมรวมอยู่ด้วย เราสามารถบริโภคแครอททั้งแบบดิบ หรือทำให้สุกก็ได้ (ตามแต่จะชอบ)  แต่เท่าที่ค้นพบปรากฏว่า ควรบริโภคแครอทแบบทำให้สุกจะดีกว่า เพราะการทำให้แครอทให้สุกจะช่วยเพิ่มสาร antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระมากขึ้น ซึ่งตัวสารชนิดนี้ก็ยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งได้ด้วย.....หุหุ ๆ มีประโยชน์ดี ๆ อย่างงี้เอง พระเอกของเราถึงได้สายตาดี๊...ดี

Source: www.carrotmuseum.co.uk

 

ข้อมูลหนังเบื้องต้น

ชื่อ: Shoot' Em Up  "ยิงแม่งเลย"

สัญชาติ: อเมริกัน

ผู้กำกับ: Michael Davis (Double Dragon 1994, Monster Man 2003)

ผู้เขียนบท: Michael Davis

วันที่ออกฉาย: 20 กันยายน 2007

ประเภทหนัง: แอคชั่น/ผจญภัย/ระทึกขวัญ/ตลก  (imdb ให้มาเยอะจริง)

นักแสดง: Clive Owen (Sin City, Children of Men) รับบทเป็น Mr.Smith

               Paul Giamatti (Side Way, Lady in the Water) รับบทเป็น Hertz

               Monica Bellucci (The Matrix Reloaded, Irreversible) รับบทเป็น Donna Quintano

 ประโยคติดหู:  

                       "Carrot!? It's good for your eyesight."

     -------------------------------------------------------------------------------------------------

Hertz: Do you know why a gun is better than a wife? (รู้ไหมทำไมปืนถึงดีกว่าเมีย?)

Man who rides short gun: Dunno (ไม่รู้)

Hertz: Because you can put a silencer on a gun. (เพราะอย่างน้อยมันก็มีที่เก็บเสียง)

     ------------------------------------------------------------------------------------------------

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย

 --- มีข่าวออกมาว่าหนังเรื่องนี้เตรียมภาคต่อไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพี่ Clive ยืนยันจะกลับมารับบทเดิม (กิ้สสสส)

 --- ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้ใช้กระสุนเปลืองที่สุด

 --- หนังเรื่องนี้ใช้เลือดไป 15 แกลลอน ใช้ปืนไป 18 กระบอก

 --- รู้ไหมว่าบทของทารก Oliver ถูกคัดเลือกตั้งแต่เด็กยังไม่คลอดออกมา โดยผู้กำกับพยายามควานหาตัวคุณแม่ที่มีหมายกำหนดจะให้กำเนิดลูกแฝดในช่วงเวลาพอดีกับการเปิดกล้อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้ภาพออกมาสมจริงกับบทบาทเด็กแรกคลอด

 --- ในเรื่องพระเอกขับรถทั้งหมด 2 คัน ซึ่งทั้ง 2 คันเป็นรถยี่ห้อ BMW ซึ่ง Clive Owen ได้รับบทแสดงในหนังตัวโฆษณาป็นคนขับรถ

Source: www.imdb.com

             www.pantip.com

             www.kratookfilm.com

             http://coming.bloggang.com

 ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตอบคอมเม้นท์จ้า

ตอบนิจิโยะ

เห็นด้วยกับที่นิจิโยะจังพูดนะงิ เชื่อว่าถ้าในกรณีคนไม่ดีจะทะเลาะกันจริง ก็คงเป็นประเภทร้ายลึกมากกว่า งานนี้ไม่รู้เรื่องจะจบแบบไหน

ตอบลีห์จัง

ขอบคุณมากเน้อที่มาคอมเม้นท์ให้ คิดถุงอยู่ทุกวันนะย่ะ ได้ข่าวมาว่าจบแล้วนะพี่ prince of tennis อ่ะ แต่เรายังไมได้ไปตามดูนะ รอลุ้นต่อไป  เหมือนกับเขาจะบอกว่าคนที่มาแสดงนี่พากษย์เสียงด้วยมั้งนั่น สำหรับเราดูเวอร์ชั่นไหนก็ได้ไม่เป็นไร ผู้ชายเยอะดี มีความสุข 555++

ตอบคุณ DoGiDOizz

เราว่าอาจเพราะความเร้วเน็ตมั้งค่ะ มันเลยไม่โหลดขึ้นให้ บางทีเราดูจากยูทูบก็เป็นแบบนี้บ่อย ๆ แค่เข้ามาคอมเม้นท์ให้ก็ดีใจแล้วค่ะ ไม่เป็นไร

ตอบคุณ zomLiBRE

หง่า แสดงว่าการ์ตูนนั่นล้อเลียนตอนที่เล่นแล้วล้มจริง ๆ ชิมิค่ะ...เหอ ๆ เรื่องเล่นโบว์ลิ่งแล้วแป่กนี่ไม่เข้าใครออกใครหรอกค่ะ แป่กแต่ได้สไตรค์นี่....แนวเลยจ้า

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ป.ล. ทำไมเราเขียนบล็อกย้าว ๆ ยาว ใครมันจะยอมลงทุนอ่านเนี่ย -*-    

 

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ผลัดหลงเข้ามา หรือเข้ามาโดยตั้งใจ

มากเลยค่ะ  ถึงไม่ได้อ่านอะไรย้าว ยาวข้างบน ก็คอมเม้นท์ได้

นะ....ไปหล่ะค่ะ....ฟิ้วววว